พระธาตุอินทร์แขวนก้อนหินแห่งพลังศรัทธา

พระธาตุอินทร์แขวนเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ คล้ายว่าจะหล่นลงมา แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมาแต่อย่างใด จึงเป็นความอัศจรรย์ที่เชื่อกันว่า เป็นหินที่พระอินทร์นำมาแขวนเอาไว้และยังมีเจดีย์ที่สร้างไว้บนก้อนหินที่จำลองให้เป็นพระเกศแก้วจุฬามณี ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีจอต้องหาโอกาสไปนมัสการ

มีอยู่สองตำนานด้วยกัน ตำนานแรก เล่าว่ามีฤาษีพี่น้องสองตน ได้บำเพ็ญเพียรและมีบุญได้ครอบครองพระเกศาคนละ 1 เส้น โดยแยกกันไปบำเพ็ญเพียรบนยอดเขา โดยตอนค่ำของทุกวันจะองส่งสัญญาณไฟไปยังยอดเขาอีกลูกเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ อยู่มาวันหนึ่งฤาษีผู้พี่ไม่ได้รับสัญญาณไฟเหมือนเช่นเคย จึงได้เดินทางไปยอดเขาที่ฤาษีผู้น้องอยู่ และพบว่าน้องเสียชีวิตแล้ว จึงได้เก็บพระเกศาอีกเส้นซ่อนไว้ในมวยผมของตัวเองและกลับไปบำเพ็ญเพียรที่เดิม และเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ตนก็ต้องตายสักวันหนึ่ง แล้วจะทำอย่างไรดีกับพระเกศาทั้งสองเส้น จึงบำเพ็ญเพียรจิตขอให้พระอินทร์ช่วยหาสถานที่เหมาะสมในการบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าไว้ในที่สูงที่สุด พระอินทร์จึงได้ก้อนหินจากทะเลลึก นำมาแขวนไว้บนเขา และดลใจให้ฤาษีมาพบเข้า จึงได้นำเอาพระเกศาของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่ก้อนหินนี้ และเรียกกันต่อกันมาว่า “พระธาตุอินทร์แขวน” ตำนานที่สองเล่าว่า มีฤาษีติสสะผู้หนึ่งได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้า โดยมอบไว้เป็นตัวแทนของพระองค์เพื่อให้ประชาชนได้สักการะ โดยฤาษีติสสะได้นำไปซ่อนไว้ในมวยผม พอถึงเวลาที่จะต้องละสังขาร ก็มีความตั้งใจว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงขอให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินลักษณะดังกล่าว โดยพระอินทร์ก็ได้ก้อนหินมาจากใต้ท้องมหาสมุทร แล้วนำมาวางไว้บนภูเขาหิน แต่ไม่ได้วางแบบธรรมดา ลักษณะเหมือถูกนำมาแขวนไว้ จึงได้ชื่อว่า พระธาตุอินทร์แขวน ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ในสมัยก่อนตอนที่สร้างพระธาตุอินแขวนเสร็จใหม่ๆ หินดังกล่าวลอยอยู่กลางอากาศ ขนาดที่ว่า ไก่สามารถเดินลอดใต้ก้อนหินได้ แต่เนื่องจากคนทำบาปกันมาก ก้อนหินจึงหนักลง เหลือเพียงนกพิราบที่สามารถลอดได้ และคนก็ทำบาปมากขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงนกกระจอกลอดได้ ต่อมาเหลือเพียงเส้นด้ายลอดได้ ก่อนที่จะติดพื้นในที่สุด